ลืมรหัสผ่าน?
หน้าหลัก arrow โรค arrow คออักเสบ (Pharyngitis) ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)
คออักเสบ (Pharyngitis) ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) พิมพ์ อีเมล์
Wednesday, 21 May 2008

8. คออักเสบ (Pharyngitis) ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) (1)_________

            pharyngitis Pharyngitis

                           รูปที่ 1 Viral Pharyngitis (2)                          รูปที่ 2 Pharyngitis (3)

การอักเสบภายในลำคอและต่อมทอนซิล มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ทำให้มีไข้สูงและเจ็บคอ

            คออักเสบที่เกิดจากไวรัส ที่พบได้บ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ พวกนี้มักจะมีน้ำมูกใส ๆ ต่อมทอนซิลไม่แดงมาก และไม่มีหนอง

            เมื่อพูดถึงต่อมทอนซิลอักเสบ เรามักจะหมายถึงการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อเบตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ ซึ่งอาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กวัยเรียน และพบได้เป็นครั้งคราวในผู้ใหญ่

สาเหตุ_________________________________________________________________________

            เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด  ที่สำคัญ คือ เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่าเบตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่ม เอ (Beta Streptococcus group A.) ซึ่งทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนสำคัญ คือ ไข้รูมาติก (94) และหน่วยไตอักเสบ (136)

            ติดต่อโดยการหายใจ ไอหรือจามรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัด (1)

            ระยะฟักตัว ประมาณ 1-5 วัน

อาการ_________________________________________________________________________

            ในรายที่เป็นเฉียบพลัน  จะมีไข้สูงซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใด และมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ครั่นเนื้อครั่นตัวหรือหนาวสะท้าน รู้สึกแห้งผากในลำคอหรือเจ็บในคอมาก บางคนอาจเจ็บคอมากจนกลืนน้ำและอาหารลำบาก

            ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียน ไอ ปวดท้อง หรือท้องเดินร่วมด้วย เด็กบางคนอาจมีไข้สูงจนชัก หรือร้องกวนไม่ยอมนอน

            บางครั้งอาจสังเกตเห็นมีก้อนบวมและเจ็บ (ก้อนลูกหนูหรือต่อมน้ำเหลืองอักเสบ) ที่บริเวณใต้คางข้างหนึ่งข้างใดหรือทั้งสองข้าง

            ในรายที่เป็นเรื้อรัง จะมีอาการเจ็บคอบ่อย ๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อย มักไม่มีไข้หรือบางครั้งอาจมีไข้ต่ำ ๆ

สิ่งตรวจพบ____________________________________________________________________

            ไข้สูง (39-40 ซ.)

            ในรายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะพบต่อมทอนซิลบวมโต มีสีแดงจัด และมีหนองขาว ๆ เหลือง ๆ เป็นจุด ๆ อยู่บนต่อมทอนซิล ซึ่งเขี่ยออกง่าย

            ถ้าพบเป็นแผ่นขาวปนเทา ซึ่งเขี่ยออกยาก และมีเลือดออก ควรนึกถึงคอตีบ

            นอกจากนี้ อาจพบต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ

            ในรายที่ต่อมทอนซิลโตมาก ๆ จนดันลิ้นไก่เบี้ยวไปอีกข้างหนึ่ง ควรนึกถึงโรคฝีของทอนซิล

            ในรายที่เป็นเรื้อรัง พบว่าต่อมทอนซิลโต ผิวขรุขระแต่ไม่แดงมาก และพบตุ่มน้ำเหลืองบนผนังคอเป็นลักษณะแดงเรื่อและสะท้อนแสงไฟ ต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางมักจะโตและเจ็บเรื้อรัง

อาการแทรกซ้อน_______________________________________________________________

            1.  เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้หูชั้นกลางอักเสบ (163) ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ จมูกอักเสบ (25) ไซนัสอักเสบ (26) ฝีของทอนซิล (peritonsillar abscess) ปอดอักเสบ (66)

            2.  เชื้ออาจแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด ทำให้เป็นข้ออักเสบเฉียบพลัน (112) กระดูกอักเสบ (osteomyelitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (66)

            3.  โรคแทรกที่เกิดจากเบตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ ที่สำคัญ คือ ไข้รูมาติก (94) และหน่วยไตอักเสบ (136) ซึ่งมักจะเกิดหลังต่อมทอนซิลอักเสบ 1-4 สัปดาห์

การรักษา______________________________________________________________________

            1.  แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อนและดื่มน้ำหวานบ่อย ๆ

            ควรกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือป่นประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) วันละ 2-3 ครั้ง

            2.  ให้ยาลดไข้ (ย1) เด็กเล็กที่เคยชัก ให้ฟีโนบาร์บิทาล (ย18.1) ร่วมด้วย

            3.  ในรายที่ต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งต่อมทอนซิลมักจะมีลักษณะสีแดงจัด หรือมีจุดหนองหรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ ให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ตัวที่แนะนำ คือ เพนวี (ย4.1) วันละ 4 ครั้ง ๆ ละ 200,000-400,000 ยูนิต ถ้าแพ้ยานี้ให้ใช้ อีริโทรมัยซิน (ย4.4) แทน ให้ยาสัก 3 วันดูก่อน ถ้าดีขึ้นควรให้ต่อจนครบ 10 วัน เพื่อป้องกันมิให้เกิด ไข้รูมาติก หรือ หน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน

            4.  ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 3 วัน หรือ กินยาไม่ได้ หรือสงสัยมีโรคแทรกซ้อนรุนแรง ให้แนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล

            ในรายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และไม่มีประวัติการแพ้เพนิซิลลิน อาจต้องใช้ยาฉีดประเภทเพนิซิลลิน ที่สะดวก ได้แก่ เบนซาทีนเพนิซิลลิน (ย4.1) เพนาเดอร์ (ย4.1) ซึ่งใช้ฉีดเพียงเข็มเดียวเท่านั้น

            ถ้าเป็นฝีของทอนซิล อาจต้องผ่าหรือเจาะเอาหนองออก

            5.  ในรายที่เป็นเรื้อรัง ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลออก (tonsillectomy) ถ้าเป็นปีละหลายครั้ง (มากกว่า 4 ครั้งขึ้นไป) จนเสียงานหรือหยุดเรียนบ่อย หรือมีอาการอักเสบของหูบ่อย ๆ

          นอกจากนี้ในรายที่เป็นฝีของทอนซิลแทรกซ้อน อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทอนซิล เพราะถ้าทิ้งไว้ ก็อาจมีการอักเสบเรื้อรังได้

            การผ่าตัดทอนซิลมักจะทำในช่วงอายุ 6-7 ปี

ข้อแนะนำ______________________________________________________________________

            1. โรคนี้พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เด็กบางคนอาจเป็นได้บ่อย แต่เมื่อโตขึ้น ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น ก็อาจค่อย ๆ เป็นห่างขึ้นได้

            2.  อาการเจ็บคอ อาจมีสาเหตุได้หลายประการ ไม่จำเป็นต้องเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเสมอไป ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการเจ็บคอ ควรซักถามอาการอย่างละเอียดและตรวจดูคอทุกราย เพื่อแยกแยะสาเหตุ

            3.  ถ้าสงสัยว่าเกิดจากเชื้อเบตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เช่น มีไข้สูงร่วมกับต่อมทอนซิลโตแดงหรือเป็นหนองหรือมีต่อมน้ำเหลืองที่ใต้คางบวมและเจ็บ ควรให้เพนิซิลลิน (ย4.1) หรือ อีริโทรมัยซิน (ย4.4) ให้ได้ครบ 10 วันเป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันมิให้เกิดไข้รูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน

            การรักษาอย่างผิด ๆ หรือกินยาไม่ครบขนาด เช่น ซื้อยาชุดกินเอง ถึงแม้ว่าจะช่วยให้อาการทุเลา แต่ก็มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้

            สำหรับไข้รูมาติก ซึ่งพบมากในช่วงอายุ 5-15 ปี ถ้าไม่ได้รักษาหรือปล่อยให้เป็นเรื้อรัง จะทำให้เกิดโรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic heart disease) หรือลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบได้ บางรายอาจต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเงินทองและเวลามาก

            4.  การป้องกัน โรคคออักเสบและต่อมทอนซิลอักเสบให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัด และหมั่นรักษาสุขภาพฟันและช่องปาก

เอกสารอ้างอิง__________________________________________________________________

1. สุรเกียรต์ อาชานานุภาพ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป: หลักการวินิจฉัยและการ

    รักษา/280โรคและการดูแลรักษา.กรุงเทพ: พิมพ์ดี กรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 3. 2544.

2. www.medicalook.com (picture: “รูปที่ 1 Pharyngitis”)

3Commons.wikimedia.org (picture: “รูปที่ 2 Viral Pharyngitis”)

ผู้เรียบเรียงข้อมูล นางสาววริศรา  ผาสุขมูล ผู้ตรวจสอบ อ.ธีราพร  ชนะกิจ

วันที่เรียบเรียงข้อมูล 6 เมษายน 2551

ความรู้สำหรับประชาชน/ แผ่นพับ:

http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/000655.htm

หนังสือความรู้:

http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/throatdisorders.html

วารสารที่น่าสนใจ:

1. Food-Borne and Air-Borne Streptococcal Pharyngitis - A Clinical Comparison (pdf, 563KB)

2.  Prediction of Streptococcal Pharyngitis in Adult (pdf, 664KB)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 21 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
© 2014 Drug and Health Information Unit
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.