ลืมรหัสผ่าน?
หน้าหลัก arrow บล็อก
Community of Practice
Welcome, Guest
Please Login or Register.    Lost Password?
Re:คำถาม : category ยาวัณโรค (1 viewing) (1) Guest
Go to bottomPost Reply Favoured: 0
TOPIC: Re:คำถาม : category ยาวัณโรค
#112
นศ.เภสัชศาสตร์ 2 (User)
Senior Boarder
Posts: 43
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
คำถาม : category ยาวัณโรค 5 Years, 4 Months ago  
คำถาม : category ยาวัณโรค
category ยาวัณโรคแบ่งออกเป็นกี่ประเภท แล้วแต่ละประเภท มียาอะไรบ้าง แล้วแต่ละสูตรใช้ในกรณีใดบ้างครับ
 
Report to moderator  Logged Logged 
  The administrator has disabled public write access.
#116
นศ.เภสัชศาสตร์ 2 (User)
Senior Boarder
Posts: 43
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Re:คำถาม : category ยาวัณโรค 5 Years, 4 Months ago  
คำตอบโดยหน่วยข้อมูลยาและสุขภาพ


การรักษาโดยทั่วไปนิยมเริ่มต้นด้วย Anti TB สูตร 2HRZE(S) + 4HR แต่ถ้าผู้ป่วยมี HIV ร่วมด้วย สูตรจะเป็น 2HRZE(S) + 7HR อย่างไรก็ตาม หาก 3 เดือนหลังเริ่มต้นการรักษาหาก smear ให้ผล positive, chest X-ray ยัง infiltrate อยู่ แสดงว่ายาไม่ได้ผล ให้ทำ drug resistant test เพื่อดูว่ายาตัวไหนในสูตรที่ดื้อต่อเชื้อ
ให้เอายาตัวนั้นออกไปแล้ว add second line เข้ามาแทน การรักษากรณีนี้ ใช้เวลาตั้งแต่ 24-48 เดือน เนื่องจากเป็นกรณีดื้อยา


สำหรับยา Anti TB กรณี first line มีดังนี้

- INH

- Rifampicin

- Ethambutol

- Pyrazinamide

- Streptomycin


ยา Anti TB กรณี Second lines(alternative)

- old (เช่น ethionamide, capreomycin, amikacin, cyclosporine)

- new (เช่น ciprofloxacin, sparfloxacin, clarithromycin, augmantin)





ผู้ตอบ :

วันที่ตอบ : 2008-02-03 20:13:54
ระยะเวลาที่สืบค้นและเรียบเรียงคำตอบ 0 นาที
 
Report to moderator  Logged Logged 
  The administrator has disabled public write access.
#226
นศ.เภสัชศาสตร์ 2 (User)
Senior Boarder
Posts: 43
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Re:คำถาม : category ยาวัณโรค 5 Years, 4 Months ago  
ตอบ

หลักในการรักษาวัณโรค
1. การรักษาวัณโรคจะประกอบด้วยระยะของการรักษา 2 ระยะ คือ ระยะเข้มข้น (Initial intensive phase) และระยะต่อเนื่อง (continuation phase) การรักษาระยะเข้มข้นจะเป็นการรักษาด้วยยาหลายตัวพร้อมๆ กัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคในตัวผู้ป่วยเกิดการดื้อยาขึ้น และเพื่อลดปริมาณจำนวนเชื้อวัณโรคในผู้ป่วยให้ลดลงอย่างรวดเร็วและไม่แพร่ กระจายต่อผู้อื่น เมื่อผ่านระยะที่เข้มข้นแล้ว เชื้อในร่างกายผู้ป่วยจะลดปริมาณลงจนเหลือโอกาสที่เชื้อดื้อยาหรือการรักษ าล้มเหลวน้อยลงทำให้สามารถลดจำนวนยาที่ใช้รักษาลงเพื่อลดอาการอันไม่พึงปร ะสงค์และค่ารักษาพยาบาล
2. การเลือกใช้ยารักษาควรจะเลือกใช้ยาที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อวัณโรค (bacterial drugs) ให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีฤทธิ์เพียงยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ (bacteriostatic drugs) นอกจากจะไม่สามารถใช้ยาตัวอื่นได้แล้ว
3. ควรเลือกใช้ยาที่มีโอกาสในการเกิดการกลายพันธุ์ (mutation) ที่ดื้อยาได้ยาก ยารักษาวัณโรคแต่ละตัวจะมีอัตราการเกิดกลายพันธุ์และเชื้อดื้อยาในอัตราที ่ต่างกันเช่น ยา RMP จะมีอัตราการเกิดกลายพันธุ์แล้วดื้อยา 1 ใน 100 ล้านตัวในขณะที่ยา PZA จะมีอัตราการกลายพันธุ์แล้วเชื้อดื้อยา 1 ใน 1 หมื่นตัว การใช้ยาที่มีอัตราการกลายพันธุ์แล้วดื้อยาต่ำหลายๆ ตัวรวมกันจะทำให้การรักษาล้มเหลวเกิดได้ยากขึ้น
4. เลือกใช้ยาที่มีการออกฤทธิ์ต่อเชื้อกลุ่มต่างๆ ให้ครอบคลุม
5. การใช้ระบบยาต่างๆ ให้เลือกใช้ระบบยาที่มีการศึกษาทางคลินิกว่ามีประสิทธิภาพที่ดี ไม่ใช่เลือกใช้สูตรยาตามความรู้สึกหรือตามความคิดว่ามีประสิทธิภาพ

หลักในการใช้ยารักษาวัณโรค
การใช้ยารักษาวัณโรคมีหลักสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ต้องใช้ยาร่วมกันอย่างน้อย 2 ขนาน เนื่องจากเชื้อวัณโรคที่มีอยู่ในผู้ป่วยแต่ละรายมีเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะภา ยในโพรงแผลวัณโรคของปอด (Pulmonary cavity) อาจมีจำนวนเชื้ออยู่ถึง 109-1011 ตัว และโดยธรรมชาติมักจะมีเชื้อที่ดื้อต่อยาแบบปฐมภูมิ (primary-resistant strain) ปะปนอยู่ด้วย เท่าที่เคยมีการศึกษาพบว่ามีเชื้อที่ดื้อต่อยา Isoniazid, Rifampicin, Ethambutol และ Streptomycin แบบปฐมภูมิอยู่ 1 ตัว ในจำนวนเชื้อ 106, 108, 106 และ 105 ตัวตามลำดับ ดังนั้นถ้าใช้ยาขนานใดขนานหนึ่งตามลำพัง โอกาสที่การรักษาจะไม่ได้ผลจึงเป็นไปได้มาก เนื่องจากเชื้อที่ดื้อต่อยานั้นจะยังคงมีชีวิตอยู่ และเพิ่มจำนวนขึ้นแทนเชื้อที่ถูกทำลายไป ถ้าใช้ยาหลายขนานร่วมกัน โอกาสที่เชื้อตัวใดตัวหนึ่งจะดื้อต่อยาหลายขนานพร้อมๆ กันเป็นไปได้น้อย ตัวอย่างเช่น โอกาสที่เชื้อจะดื้อต่อยา Isoniazid และ Rifampicin พร้อมกันจะเกิดขึ้นได้เพียง 1 ใน 1014 (106x108) เท่านั้น
2. ต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน ปัจจุบันการรักษาวัณโรคตามแผนควบคุมวัณโรคแห่งชาติ (NTP) ใช้การรักษาแบบระยะสั้น (short-course therapy) ซึ่งต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างน้อยที่สุด 6 เดือน ทั้งนี้เนื่องจากในกลุ่มเชื้อวัณโรคที่มีอยู่ในผู้ป่วย จะมีเชื้อจำนวนหนึ่งหลบซ่อนอยู่ภายในเซลล์ macrophage และอีกจำนวนหนึ่งแฝงอยู่ในรอยโรคที่เป็น solid caseous material เชื้อเหล่านี้ที่มีเมทาบอลิซึมต่ำ และมักไม่ค่อยมีการแบ่งตัว (dormant cells) ยาต้านวัณโรคส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์กำจัดเชื้อเหล่านี้ได้ไม่ดี จึงต้องอาศัยเวลานานพอสมควร เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่ยาจะออกฤทธิ์ได้

ยารักษาวัณโรคปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
1. First-line drugs เป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการรักษาวัณโรคดี อาการไม่พึงประสงค์ไม่มากนัก ได้แก่ Isoniazid (H), Rifampicin (R), Pyrazinamide (Z), Ethambutol (E) และ Streptomycin (S)
2. Second-line drugs เป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการรักษาวัณโรคด้อยกว่ายาในอันดับแรก และเกิดอาการไม่พึงประสงค์ค่อนข้างมาก เป็นยาที่จะใช้เมื่อเชื้อวัณโรคนั้นดื้อต่อยาอันดับแรกแล้ว หรือเมื่อผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาอันดับแรกได้ ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Para-aminosalicylic acid (PAS), Ethionamide, Cycloserine, Amikacin, Kanamycin, Ofloxacin

ระบบยาระยะสั้นที่ใช้ในการรักษาวัณโรค
ระบบยาระยะสั้นที่ใช้ในการรักษาวัณโรคที่เป็นมาตรฐานของแผนงานควบคุมวัณโร คแห่งชาติและแนวทางการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคของสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไ ทยจะประกอบด้วยระบบยาระยะสั้น 6 เดือน, 8 เดือน และ 9 เดือน

1. ระบบยาสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่เคยได้รับการรักษามาก่อน (หรือไม่เกิน 1 เดือน)
การให้ยาแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะเข้มข้น (intensive phase) และระยะต่อเนื่อง(maintenance phase) ระบบยาที่เหมาะสมกับประเทศไทย ทั้งในแง่ประสิทธิภาพที่ดี ราคายาที่เหมาะสม และอัตราการกลับเป็นใหม่ของโรคที่ต่ำ (relapse) ได้แก่
ผู้ป่วยใหม่ย้อมเสมหะพบเชื้อ
1.1.1) ระบบยาที่ใช้เวลา 6 เดือน
2HRZE(S)/4HR หรือ 2HRZE(S)/4H3R3
1.1.2) ระบบยาที่ใช้เวลา 8 เดือน
2HRZE(S)/6HE
1.1.3) ระบบยาที่ใช้เวลา 9 เดือน
2HRE/7HR
หมายเหตุ :
a. แนะนำให้ใช้สูตร 6 เดือนเป็นหลัก ให้ใช้ยาอย่างน้อย 4 ชนิด ในระยะเข้มข้นเนื่องจากมีอัตราเชื้อต้านยาปฐมภูมิต่อ INH สูง ยกเว้นในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาเช่น ทนฤทธิ์ pyrazinamide ไม่ได้ อาจใช้2HRE/7HR ได้
b. ต้องพยายามจัดระบบการรักษาระยะสั้นแบบให้กินยาภายใต้การสังเกตโดยตรง Directly observed treatment, short coutse (DOTS) ทุกรายเพื่อป้องกันการดื้อยา
c. การให้ยาแบบสัปดาห์ละ 3 ครั้ง มีเงื่อนไขว่าต้องให้ผู้ป่วยกินยาต่อเจ้าหน้าที่ทุกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ป่วยได้รับยาจริง
d. การใช้ยาในระยะ 2 เดือนแรก มีความสำคัญต่อการรักษามาก ควรจัดให้อยู่ในการควบคุมอย่างใกล้ชิด หรือ DOTS
e. ยา Ethambutol และ Streptomycin อาจใช้แทนกันได้
f. ยารับประทานทุกขนานควรใช้วันละครั้งเดียวเวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอนโดยจัดรวมอยู่ในซองเดียวกัน
g. เพื่อให้ได้ผลการรักษาดีที่สุด ต้องให้แน่ใจว่า ผู้ป่วยใช้ยาทุกขนานครบตามระบบยานั้นในผู้ป่วยบางรายที่ไม่รับประทานยาบาง ขนาน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะดื้อยา และการรักษาไม่ได้ผลดี จึงสนับสนุนให้ใช้ยา Rifampicin รวมกับยาอื่นรวม 2-3 ขนานในเม็ดเดียวกัน (Fixed-dose combination) ซึ่งมีกำหนดสัดส่วนที่แน่นอนโดยเลือกยาชนิดที่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ Bioavailability ในคน จากสถาบันทีเชื่อถือได้
ผู้ป่วยใหม่ย้อมเสมหะไม่พบเชื้อ
ให้การรักษาเหมือน new smear-positive pulmonary tuberculosis คือสูตรยา 6 เดือน
ในรายที่เสมหะตรวจย้อมสี ไม่พบเชื้อ (smear negative) และการเพาะเชื้อให้ผลบวกหรือลบก็ตาม ร่วมกับภาพรังสีทรวงอกมีรอยโรคขนาดน้อยมากและไม่มีโพรง กล่าวคือมีขนาดรอยโรครวมกันทั้งปอดแล้วไม่เกิน 10 ตร.ซม. อาจให้การรักษา 6 เดือน ด้วยระบบยา 2HRZ/4HR

2. ระบบยาสำหรับผู้ป่วยเสมหะบวก ที่เคยได้รับการรักษามาแล้ว (Retreatment)
คำจำกัดความ
Treatment failure หมายถึง ผู้ป่วยที่กำลังรักษาอยู่ด้วยระบบยาระยะสั้น 6 เดือนนานเกิน 5 เดือน แล้วเสมหะยังตรวจพบเชื้อ
Relapse หมายถึง ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาหายมาแล้ว หยุดยาแล้วโรคกลับมาเป็นใหม่ โดยมีผลตรวจเสมหะ (direct smear หรือ culture) เป็นบวก
Default หมายถึง ผู้ป่วยที่ขาดยาติดต่อกันนานเกินกว่า 2 เดือน

การรักษาซ้ำในกรณีผู้ป่วย relapse, default และ treatment failure
1. ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนครบสูตรยาและแพทย์สั่งจำหน่ายหายแล้วแต่ ผู้ป่วยกลับป่วยเป็นวัณโรคอีก (Relapse) จากการศึกษาพบว่าเชื้อมักจะไม่ดื้อต่อยาในกรณีนี้ให้ใช้ระบบระยะสั้นเดิม แล้วส่งเสมหะก่อนเริ่มให้ยาเพื่อเพาะเชื้อและทดสอบความไวของยา
2. ในกรณีที่ผู้ป่วยรับยาไม่สม่ำเสมอหรือขาดการรักษา (Default) หรือไม่ครบขนานหรือบาง (MDRTB) โดยเฉพาะดื้อต่อยา RMP ให้ใช้ระบบยา 2HRZES/1HRZE/5HRE ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการรักษาล้มเหลวด้วย ระบบยาที่ใช้ยาอยู่ตามข้อ 1.1.1 หรือตามข้อ 1.1.2 โดยมีหลักฐานว่าผู้ป่วยได้รับยาสม่ำเสมอเช่นได้รับ DOTS มาตลอด ให้ส่งเสมหะเพื่อเพาะเชื้อและทดสอบความไวของเชื้อต่อยาก่อนเปลี่ยนระบบยาใ หม่ทั้งหมดโดยใช้ยารักษาวัณโรคตัวอื่นๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อนอย่างน้อยอีก 3 ตัว (พิจารณายาสำรองตามตารางที่ 2) เมื่อได้ผลเพาะเชื้อแล้วให้ปรับระบบยาใหม่ตามผลการทดสอบความไวของยา การรักษาใหม่ในรายที่มีการรักษาล้มเหลวจากเชื้อดื้อยา จะต้องให้ยาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือน หลังจากที่ตรวจย้อมเสมหะและเพาะเชื้อไม่พบเชื้อวัณโรค ควรเน้นการรักษาครั้งแรกให้ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการรักษาล้มเหลวและเชื้อดื้อยา โดยให้การบริการจัดการรักษาวัณโรคที่ดีและให้ DOTS ในกรณีที่สถานบริการไม่สามารถจะทำการเพาะเชื้อและทดสอบความไวของเชื้อต่อย าได้ อาจจะต้องส่งตัวผู้ป่วยไปรักษายังสถานบริการที่สามารถกระทำได้


เอกสารอ้างอิง
- สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกรมควบคุมโรคติดต่อกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย . แนวทางการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคในประเทศไทย (ฉบับปรับปรุง). พิมพ์ครั้งที่ 2. สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์; 2543.


ผู้ตอบ : นศ.ภ.นำชัย อินทร์ทอง

วันที่ตอบ : 2008-12-19 11:29:54
ระยะเวลาที่สืบค้นและเรียบเรียงคำตอบ 30 นาที
 
Report to moderator  Logged Logged 
  The administrator has disabled public write access.
Go to topPost Reply
Powered by FireBoardget the latest posts directly to your desktop
© 2014 Drug and Health Information Unit
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.